ศิลปะวัฒนธรรม 文化艺术
เหลียงซานป๋อกับจู้ยิงถาย 梁祝 (The Butterfly Lovers)

เหลียงจู้ในบทเพลงคลาสสิก
“เหลียงซานป๋อกับจยิงถาย 梁山伯与祝英台” เป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อ ๆ กันในประเทศจีน สันนิษฐานว่าเรื่องราวน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยหลังสามก๊กเล็กน้อย และเรื่องราวของ”เหลียงจู้” ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือครั้งแรกในสมัยของ”เหลียงหยวนตี้” 梁元帝 (ประมาณปี ค.ศ. 552-554) ในหนังสือชื่อ “จินโหลวจื่อ”金楼子 หรือ “หอทองคำ” แต่ต้นฉบับได้หายสาบสูญไปในราชวงศ์หมิง 明朝ตอนปลาย และมีการรวบรวมอีกครั้งในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง 乾隆 ในราชวงศ์ชิง 清朝ในปัจจุบันมีการแต่งโดยนักเขียนหลายต่อหลายคน แต่เนื้อหาเรื่องราวที่เราอ่าน ๆ กันในปัจจุบันน่าจะมาจากรากฐานของนักเขียนนาม ”จางฮึ่นสุ่ย” 张恨水 หรือในชื่อเดิม “จางซินหย่วน” 张心运ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1895-1967 เรื่องราวของ”เหลียงจู้”เริ่มต้นเกิดขึ้นที่เจ้อเจียง 浙江 หังโจว 杭州และแพร่ขยายไปสู่เมืองต่าง ๆ ทั้งซื่อชวน 四川 (เสฉวน) กว่างตง广东(กวางตุ้ง) เหอหนาน 河南 เหอเป่ย河北จนกระจายไปทั่วประเทศจีน วิธีการแพร่ขยายเรื่องราวมีในรูปแบบต่าง ๆ กันไป ทั้งเล่าเป็นนิทาน หุ่นกระบอก การละเล่นพื้นบ้าน งิ้วจนในสมัยนี้ออกมาในรูปของภาพยนตร์ ทั้งในรูปแบบใช้คนแสดงและในรูปแบบการ์ตูนแอนนิเมชั่น สำหรับทางฝั่งอเมริกามีการแสดงเป็นบัลเล่ต์ด้วย
เนื้อเรื่องอของเหลียงจู้ เป็นเรื่องราวของสองตัวเอกนาม“เหลียงซานป๋อ” (梁山伯) ตัวพระเอกที่เดินทางไปแสวงหาความรู้ที่หังโจว(杭州) ในระหว่างทางได้พบกับ“จู้ยิงถาย”(祝英台) นางเอกของเรื่องที่เกิดในครอบครัวมีฐานะ แต่เนื่องจากเกิดเป็นหญิงแสนลำบาก พ่อแม่เลยไม่ยอมให้ไปเรียนไกลถึงหังโจว นางเลยต้องออกอุบายต่าง ๆ นา ๆ จนสุดท้ายพ่อแม่ต้องยอมจำนนด้วยความฉลาดของนาง นางจึงปลอมตัวเป็นชายเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อ เมื่อได้พบกับเหลียง หลังจากได้พูดคุยกันแล้ว เกิดปิ๊งปั๊ง.. เอ้อ ถูกอัธยาศัยต้องคอกัน เลยสาบานกับดินฟ้านับพี่นับน้องกัน ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในหังโจวตลอดสามปี ก็มีความใกล้ชิดดูแลเอาใจใส่ต่อกัน จนจู้ยิงถายแอบรักเหลียงซานป๋อลึกๆในใจ ในวันก่อนจากกันเพื่อกลับไปหาแม่ที่ป่วย จู้พยายามส่งซิกเป็นนัยๆให้เหลียงรู้ว่าเค้าชอบตัวน่ะ แต่เหลียงเองกลับซื่อบื้อไม่ยอมรับมุกเลย ในใจมีแต่ความเป็นพี่น้อง (ก็คงเป็นเรื่องตั้งใจของคนแต่งเอง ที่ไม่ต้องการให้เป็นความรักของเกย์ไป) จนสาวจู้จนปัญญา จะบอกกันตรง ๆ อย่างเด็กสาวสมัยนี้ก็เสียสถาบันกุลสตรีหมด ก็เลยต้องโกหกว่ามีน้องสาวที่หน้าตาเหมือนหล่อนมากที่บ้าน อยากให้หนุ่มเหลียงไปหาบ้าง
ทางหนุ่มเหลียงเอง หลังจบการศึกษาสงสัยมัวยุ่งกับการเตะฝุ่นหางาน กว่าจะหาเวลาว่างไปหาสาวจู้ ถึงรู้ว่าสาวจู้เป็นหญิงสาวอันงามโฉม หลังจากป๊ากหน้าตัวเองสองฉากเพื่อเรียกสติพร้อมอุทานในใจว่า “ไอ้หยา..ทำไมอั๊วนี่ง่อจิง ๆ” พอตั้งสติได้ก็รีบให้พ่อแม่มาสู่ขอแต่ช้าไปแล้วเหลียง เพราะสาวจู้ถูกพ่อแม่จัดแจงบังคับให้แต่งงานกับหนุ่มหม่าจวิ้น马俊เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้สาวจู้จะไม่ได้รักหม่าแต่รักเหลียงก็ตาม เพราะในประเพณีโบราณจีนนั้น(หรือเกือบทุกประเทศก็ว่าได้) หญิงไม่มีสิทธิเลือกคู่เอง หนุ่มเหลียงคงได้แต่อกหักและเลิฟซิคถึงขั้นล้มป่วย จนในที่สุดจบชีวิตด้วยความตรอมใจ และฝังศพไว้ที่เชิงเขาชิงต้าว清道山 ตอนหลังสาวจู้ผ่านมาที่สุสาน (บ้างก็ว่าในวันแต่งงานได้หามเกี้ยวผ่านมาจุดนี้-แต่ในวันมงคลอย่างนี้น่าจะเลี่ยงเส้นทางอย่างนี้(ผู้เขียน) บ้างก็ว่าสาวจู้หนีออกจากงานวิวาห์ เนื่องเพราะไม่ต้องการอยู่กับหม่า) เมื่อมาถึงที่ฝังศพก็นั่งกอดป้ายหน้าสุสานร้องห่มร้องไห้ จนตอนหลังท้องฟ้าดำทะมึนด้วยเมฆหมอก ฝนฟ้าเทถล่มลงมา ทันใดนั้นฟ้าผ่าลงตรงที่ฝังศพเป็นรอยแยก สาวจู้เลยกระโดดเข้าไปในช่องรอยแยกหายไปต่อหน้าต่อตาผู้คนที่ยืนดูด้วยความตะลึงงัน สักพักก็มีผีเสื้อสองตัวบินออกจากรอยแยกนั้นขึ้นสู่ท้องฟ้า สายรุ้งถักทอบนท้องฟ้าเป็นฉากหลัง ให้สองผีเสื้อบินร่ายรำอย่างเริงร่าค่อย ๆ หายไปสุดสายปลายรุ้ง
เหตุใดความรักเหลียงจู้จึงอมตะ
นั่นคือเรื่องราวโดยย่อ ๆ ของเหลียงจู้ ดู ๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่จะทำให้กลายเป็นนิยามอมตะนิรันดรกาล เหตุผลที่นิยายเรื่องนี้สามารถกลายเป็นอัมตะเล่าต่อ ๆ กันมาเป็นพันปีและยังแตกแขนงสู่ศิลปะอื่น ๆ อย่างดนตรีนั้น มันย่อมไม่ธรรมดาแน่ เหตุผลที่พอจะวิเคราะห์ได้ดังนี้
1. ถึงแม้ทั้งเหลียงซานป๋อกับจู้ยิงถายจะมาจากครอบครัวมีฐานะ แต่ความรักของพวกเขาก็ไม่มีอิสระที่จะตัดสินใจเลือกได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างเป็นไปตัวประเพณีคลุมถุงชนของพ่อแม่ มันจึงกลายเป็นโศกนาถกรรมที่จบลงด้วยชีวิต มันจึงเป็นเรื่องที่ได้รับความเห็นใจสงสารจากผู้รับสื่อ
2. บุคลิกของตัวละครคนหนึ่งฉลาด อีกคนซื่ื้อ คนหนึ่งมีใจ อีกคนไม่เข้าใจ คนหนึ่งมีรักให้ แต่อีกคนไม่รับมุก มันเลยเป็นบุคลิกที่ผู้รับสื่อจดจำและประทับใจ
3. เนื้อเรื่องที่เดินเรื่องค่อนข้างแรง ในการกระชากอารมณ์คนรับสื่อ ตั้งแต่เริ่มต้น ระหว่างเรื่องจนจุดจบของเรื่องเนื้อเรื่องมีทั้งเรื่องราวที่เหนือจินตนาการ ผสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงเหมือนดั่งที่ผู้รับสื่อประสบเอง จึงเป็นเรื่องที่ชื่นชอบอย่างง่ายดาย
4. ในแง่ของศิลปะแล้ว ไม่ว่าจะเขียนถึงบุคลิกของตัวละคร เนื้อเรื่องล้วนค่อนข้างประสบความสำเร็จ ยิ่งประกอบกับการเผยแพร่ โดยผ่านวิถีของชาวบ้านอย่างการร้องเพลงพื้นบ้าน การโต้ตอบบทกลอนการแสดงละครข้างถนนเป็นต้น ย่อมเป็นที่ซึมซับเข้าสู่จิตใจของชาวบ้านได้อย่างดียิ่ง
(สังเกตว่า เรื่องราวความรักที่ขบถต่อวัฒนธรรม หรือต่อชนชั้นมักจะเป็นที่ชื่นชอบของคนรับสื่อเสมอ อย่างภาพยนตร์เรื่องไททานิค ก็เป็นเรื่องราวขบถต่อชนชั้นผู้สูงศักดิ์ หรืออย่างของบ้านเราเรื่องบ้านทรายทองเป็นต้นรคนดูคงมีความรู้สึกว่าสะใจดี)





